เรื่องยาวราว 5 ปี
posted on 09 Apr 2012 21:31 by coffee-m in bluv-idบ่ายแก่ๆวันหนึ่งที่ฉันเฝ้าคอยการปรากฏตัวของใครบางคนอยู่ที่ลานหน้าคณะ
เด็กหญิงคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนเก้าอี้สีขาวพร้อมประกาศชื่อของตัวเอง
เป็นชื่อเดียวกันกับที่ติดอยู่บนบอร์ดน้องใหม่ และติดอยู่ในหัวฉันมาตลอดทั้งเช้า
เด็กคนนั้นหน้านิ่งขรึม เดาไม่ออกว่ารู้สึกยังไง เขาสงบนิ่ง..
เด็กหญิงประกาศชื่อตนอีกครั้ง ฉันตั้งใจฟังน้ำเสียงแต่ก็ยังเดาไม่ออกอยู่ดี
นั่นทำให้ฉันประหลาดใจและรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
และเมื่อเขาก้าวลงจากเก้าอี้สีขาวด้วยความมั่นใจว่าทำมันเต็มที่แล้ว
วินาทีนั้นเองที่ฉันตัดสินใจว่าฉันจะดูแลและทำเพื่อเด็กคนนี้ให้เต็มที่ที่สุดเหมือนกัน
..น้องรหัสคนแรกของฉัน..
เราแก่ขึ้นอีกปี น้องโตขึ้นอีกปี
เราแก่ขึ้นอีกปี น้องโตขึ้นอีกปี
เราแก่ขึ้นอีกปี น้องโตขึ้นอีกปี
จากวันนั้นถึงวันนี้ เกิดเรื่องราวมากมายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
มีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา ความห่วงใย น้ำใจที่หยิบยื่นให้กันมาตลอด
คนหนึ่งเดือดร้อน คนหนึ่งจะคอยช่วยเหลือ คนหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจ คนหนึ่งจะนั่งฟังและให้กำลังใจ
ฉันจดจำทุกเรื่องราว ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในความทรงจำของฉัน
แม้วันนี้มันอาจจะเลือนลางไปบ้าง ฉันนึกในใจ
เราแก่ขึ้นอีกปีแล้วสินะ..
คืนหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิตเด็กคณะนี้
เจ้าเด็กน้อยของฉันตัวร้อน นอนซมอยู่บนที่นอน หน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์ไข้
ฉันเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เอื้อมมือไปสัมผัสแผ่วเบาที่หน้าผาก เขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
พอนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกหลายอย่างต้องทำในเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที
ฉันกลั้นใจปลุกเขาขึ้นมาด้วยหัวใจที่เจ็บปวดปนสงสาร
ที่ในที่สุดแล้วคนที่ฉันคอยเฝ้าดูก็ตกอยู่ในช่วงเวลาลำบากเข้าจนได้
เจ็บปวด ที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ อยากจะทำแทนให้ทุกอย่าง
อยากจะปล่อยให้เขานอนหลับยาวนานไปจนเช้า
"15นาทีแล้ว" ฉันกระซิบบอก ทั้งที่จริงเวลาผ่านไปราวๆสองชั่วโมง
"ขอบคุณค่ะ" เสียงตอบนั้นแหบแห้ง
"ไหวไหมลูก"
"..อื้อ.."
"นอนอีกนิดไหม" ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้า แต่ดูท่าแล้ว แค่จะลุกจากที่นอนยังแทบไม่ไหว
"อดทนอีกนิดนะ มาๆ ฮึบบ" ฉันช่วยพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้นนั่ง
เด็กน้อยเซซบลงที่ตักฉัน เขายังหลับตาอยู่ น้ำตาซึมออกมา พร่ำเพ้อไม่เป็นภาษา
เขาไม่เคยอ่อนแอให้ฉันเห็น เขาไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าฉันมาก่อน แต่ความเข้มแข็งทั้งหมดก็พังทลายลง
เป็นภาพที่ฉันไม่ปรารถนาจะเห็นอย่างที่สุด หัวใจฉันอ่อนยวบ สงสารเขาจับใจ
แต่ฉันเองก็ต้องเข้มแข็ง อย่างน้อยก็เพื่อให้เขาอุ่นใจว่ายังมีฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคนและเราจะผ่านมันไปด้วยกัน
ฉันจับมือ บีบให้กำลังใจ เหมือนที่แม่เคยทำตอนที่ฉันไม่สบาย แม่บอกว่าใจที่เข้มแข็งจะเยียวยาตัวเราเอง
เราสู้ด้วยกันจนน้ำตาหยดสุดท้าย ช่วงเวลาเลวร้ายนั้นผ่านไปในที่สุด
ช่วงสายวันหนึ่ง ฉันรีบเร่งออกจากที่ทำงานมาคณะ
ตั้งใจจะมาให้ทันการนำเสนอวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาต่อหน้ากรรมการและคณาจารย์ภาควิชา
ฉันมาทันเวลาพอดี เมื่อมาถึงก็หาที่ยืนในมุมหนึ่งของห้องที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน
ฉันไม่ได้บอกเขาว่าฉันจะมา ฉันเพียงแค่อยากมาให้กำลังใจเงียบๆเหมือนวันนั้น วันแรกที่ฉันเจอเขา
เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวอยู่หน้าห้อง เขาดูกังวลและตื่นเต้นมาก
สักพักเขาหันมาเห็นฉันเข้าพอดี เขาเดินเข้ามาหาฉัน มือเขาเย็นเฉียบ
ฉันบอกว่าสู้ๆ ใจเย็นๆค่อยๆพูดนะ เขาพยักหน้า กอดฉันเบาๆแล้วกลับไปประจำที่
ฉันยืนฟังเสียงสุดท้ายของเขาที่ผ่านไมโครโฟนหน้าห้อง
ฉันได้ยินเสียงปรบมือของทุกคนที่มอบให้เขา รวมทั้งเสียงปรบมือของตัวฉันเองด้วย
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี รอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง ฉันเห็นสีหน้าที่สบายใจที่สุด
ฉันยิ้ม.. ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็เมื่อยไปทั้งหน้า
ฉันทำสิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อห้าปีก่อนสำเร็จแล้ว อาจจะขลุกขลักหน่อยแต่ก็ทำเต็มที่ละนะ
ต่อจากนี้ไปก็คงอวยพรให้เขาโชคดีกับชีวิตในวันข้างหน้า
เรียนจบซะที โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะเจ้าเด็กน้อยของฉัน
เสียดายที่คืนนั้นไม่ได้ก้มลงไปกอดปลอบเพื่อส่งถ่ายพลังของฉันทั้งหมดที่มีให้เขา
ไม่ได้กอด..เพื่อบอกว่าฉันรักเขามากเพียงใด
ฉันได้แต่เดาเอาว่าเขาก็คงรับรู้ได้อยู่ล่ะมั้ง..

































