สะระแหน่
posted on 10 Apr 2008 23:06 by coffee-mฮิ่วว ฮิ้ววววววว ทิ้งบลอกไปหลายเพลา ถึงคราต้องกลับมาอัพเสียที
เนื่องจากมีบลอกข้างๆแอบมาบ่นว่าเข้ามาทีไรก็เจอแต่หน้าเดิม ฮี่ๆๆ ก็นู๋หนีเที่ยวมาหนิ
แอบเซอร์ไพร้ส์เล็กๆเมื่อกลับมาแล้วเจอ เอนทรีที่แล้ว ติด hot post กะเค้าสะงั้น
และนั่นเป็นครั้งแรกของบลอกนี้ทีเดียวค่ะ ถึ่งทึง!!
อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณพี่น้องที่เข้ามาอ่าน มาโพส จนทำให้กราฟพุ่งปริ้ดในวันนั้น
ปกติไม่ได้หมั่นเชคสถิติอะไร แต่เห็นมีคอมเม้นล้นหลามกว่าปกติ แลดูน่าสงสัยค่ะ
อย่างน้อยสิ่งที่เขียน(ความจริงต้องเรียกว่าแปะ)ไปในเอนทรีที่แล้ว
ก็เป็นประโยชน์และมีโอกาสได้ผ่านสายตาประชาชีไปหลายคู่ แค่นั้นก็ดีใจแล้วหล่ะ
มีเรื่องนึงที่คาใจฉันมาหลายวัน
ฉันรู้ว่าบนโลกใบนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน อยู่เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าหกพันล้านคน
และด้วยจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้น แน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่างกันเกิดขึ้น
ทั้งลักษณะทางกายภาพ สีผิว ทรงผม โครงหน้าเหลี่ยม รูปร่าง ความสูง ลายนิ้วหัวแม่เท้า
แต่แตกต่างกว่าคือ ลักษณะทางจิตใจ ที่ฉันไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีมากกกกกกกกก...จนคาดไม่ถึง
นั่นคือประเด็นที่อยากพูดถึงในเอนทรีนี้
ฉันว่าสิ่งสำคัญที่คนหลายคนจะมาเข้ากันได้ มันคงไม่ได้อยู่ที่เรื่องภายนอก
คงไม่ใช่แค่หน้าตา ฐานะ หรือปัจจัยงี่เง่าอื่นใด
คนจนมีเพื่อนเป็นคนรวย มีถมเถ เช่นเดียวกัน ซุเปอร์สตาร์มาดอนน่า
ยังรบเร้าสามีขอรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมที่เป็นชาวอินเดียผิวสีดำมะเมี่ยม
ความเข้ากันได้มันอยู่ที่ตรงไหนนะ?
อย่างน้อยมันก็น่าจะเริ่มต้นจากคำว่าเพื่อนจริงไหม แน่นอนว่า "เพื่อน" ย่อมต่างจาก "คนรู้จัก"
การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ หรือใส่ใจความรู้สึกของเพื่อน ฉันถือว่ามันสำคัญนะ
เพราะฉันเชื่อว่าการเอาแต่ความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง คิดแต่ว่าตัวเองให้อะไรคนอื่นไป
แล้วก็รู้สึกไม่พอใจ น้อยใจ เมื่อไม่มีการตอบรับใดๆต่อการกระทำ(ที่หวังผล)ของตัวเอง
แต่ไม่เคยคิดว่าเพื่อนจะรู้สึกยังไง หรือรู้แต่ไม่ใส่ใจ เพราะคิดว่ามันงี่เง่าไร้สาระสิ้นดี
สิ่งเหล่านี้แหละที่จะทำให้เกิดผลที่ตามมาคือ รอยร้าวในความสัมพันธ์ที่เรียกกันว่า เพื่อน
เมื่อแก้วมันร้าว ก็ยากที่จะลบรอยร้าว หรือประสานให้มันเป็นแก้วใสดังเดิมได้
กลายเป็นปมในใจเล็กๆ นานวันเข้า ปมนั้นมันก็จะใหญ่ขึ้น เหมือนเม็ดสิวที่สุกเต็มที่
พร้อมที่จะระเบิดทันทีที่มีอะไรมาจิ้ม ปมในใจเม็ดนั้นก็เช่นกัน
ฉันมักจะลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์ที่แลดูน่าอึดอัด ฉันไม่ชอบอยู่ในที่แคบ
ยิ่งกับคนใจแคบ ยิ่งไม่ชอบ
จริงอยู่ที่ฉันชอบอะไรเคลียร์ๆ แต่ฉันเกลียดการเผชิญหน้าว่ะ
ความเข้ากันได้ทำให้เกิดความเป็นกลุ่มก้อน เกิดคำว่า พวกเรา
สำหรับฉันคิดว่าปัจจัยที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ ครึ่งนึงมาจากความเป็นตัวของตัวเอง
ส่วนอีกครึ่งคือความพยายามปรับจูนเข้าหากันของคนในกลุ่ม
ไม่มีใครจะดีเต็มร้อย อยู่ที่ว่าจะยอมรับด้านมืดของกันและกันได้มากแค่ไหน
รับได้ก็อยู่ได้ รับไม่ได้ก็ไปซะ
ใครไม่ดีตรงไหน บอกกัน รับฟัง ถ้าปรับปรุงได้ก็ทำ
แต่ก็มีที่บางเรื่องมันพูดไม่ได้ เจ้าตัวก็ต้องหัดสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้างเอาเอง
ช่วยส่องกระจกบนหน้าของเพื่อนบ้าง อย่าเอาแต่พูดว่าทำผิดอะไร แต่ไม่เคยมองหามันเลย
เพราะสิ่งที่ทำอยู่นั้นอาจติดเป็นสันดานนิสัย จนแยกไม่ออก มองไม่เห็นก็เป็นได้
เตือน ด้วยความหวังดี กลัวว่าต่อไปจะไม่มีใครคบ หรือมีก็คงได้ไม่นาน ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้
.. มาถึงบรรทัดนี้ รู้สึกไม่อยากเขียนต่อแล้ว ขอจบประเด็นนี้ไว้แค่นี้ละกัน ..
กลับมาอยู่บ้านหลายวันแล้ว ยังไม่มีโอกาสได้ออกไปตระเวนกินของอร่อยเสียที
ปกติกลับมาบ้านจะได้กิน ลาบส้ม (ลาบหมูของคนเหนือ) ฝีมือคุณยายแล้วหล่ะ
ฉันไม่กินเครื่องใน ชอบให้คุณยายใส่กระเทียมดองเยอะๆ โรยหอมด่วน (สะระแหน่)
โอยอร่อย พูดแล้วน้ำลายไหล
ลาบที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าลาบของคุณยาย
แต่น่าเสียดาย คนทำไม่อยู่แล้ว ...
พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ถ้าได้กินก๋วยเตี๋ยวกับสะระแหน่ก็คงจะดีสินะ
เรื่องของการที่จะเข้ากันได้หรือเปล่ามันไม่มีมาตรฐานวัดหรอกแก มันแล้วแต่มาตรความอดทนแล้วก็สกิลในการเข้าสังคมของทั้งสองฝ่ายอ่ะ
คนนึงปรับแล้ว แต่อีกคนไม่ปรับมันก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะก็คงแคร๊กกันเป็นระยะๆแหละ
เป็นตัวของตัวเองมันก็ดี
ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเป็นก็เจ๋ง
แต่บางทีเค้าคงลืมไปล่ะมั้งว่าคนเรายังต้องอยู่เป็นสังคมน่ะ
เอาเถอะ อย่าคิดมาก
#1 By Lover Boy on 2008-04-11 02:03