ความคิดฟุ้ง ๆ ตอนตีสาม

posted on 15 Jul 2013 03:07 by coffee-m in blah-blah directory Diary
อยากจะบอกว่าคิดถึงการเขียนบลอกมากกกกก
แต่ตอนนี้นิ้วพังไปนิ้วนึง จึงพิมพ์ไม่สะดวก ความสนุกในการเขียนเลยหายไปโข 
หายไปนานมีเรื่องอยากเล่าอยากระบายมากมายเหลือเกิน
ขอเขียนไว้เป็นที่ระทึก เมื่อยามแก่กลับมาอ่านจะได้รู้ว่าตอนอายุเท่านี้คิดอะไรอยู่ น่าสนุกดี
เหมือนที่ตอนนี้กลับไปอ่านเอนทรีเก่า ๆ แล้วอุทานว่า อาห์ เพ้อเจ้อจังเด็กน้อยเอ๊ย 55
จะว่าเรื่องไหนก่อนดี..
 
ช่วงที่ผ่านมาชีวิตเปลี่ยนไปพอสมควรค่ะ เพิ่งมารู้ตัวก็เมื่อเร็ว ๆ นี้แหละ
ตอนที่ไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนมัธยมที่เติบโตมาด้วยกัน 
บางคนเริ่มมั่นคงในหน้าที่การงานแล้ว บางคนยังเรื่อย ๆ และบางคนก็ยังเรียนไม่จบ
เรื่องที่หยิบยกมาคุยจะชัดเจนมาก แบบเฮ้ย topic พวกนี้เราไม่เคยพูดกันเลยนะตลอดสิบกว่าปีที่คบกันมา
 
ที่เคยคิดว่าเรียนจบแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องทำงานหาเงิน มันเป็นแค่ความคิดที่ถูกปลูกฝังมาเท่านั้นเอง
แต่ที่อยู่ ๆ ก็เป็นประเด็นขึ้นมาก็คือ คิดว่าทำงานแล้วจะก้าวหน้าอย่างไร
คิดถึงอนาคต วางเป้าหมายและพยายามไปถึงมันอย่างจริงจัง
เคยวางแผนเผื่อไปถึงตอนอายุ 40 ไหมล่ะ วันนั้นฉันและเพื่อนบางคนคุยกันแล้ว
แม้ว่ามันจะเป็นแค่แผนคร่าว ๆ ก็เถอะนะ บางทีก็คิดว่า เฮ้ย อายุแค่นี้ เร็วไปป่ะวะ
แต่จะให้ไปคุยเรื่องความรักงุ้งงิ้ง แก ๆ คนนั้นมาจีบ แฟนไม่เอาใจเลยว่ะแก มันก็ไม่ใช่น่ะ
อย่างนี้หรือเปล่าที่เค้าเรียกแก่แดดน่ะ 55
 
พอรู้ตัวว่าความคิดตอนนี้ไปไกลมากแล้ว มันก็สนุกขึ้น ดูมีเป้าหมาย มีความหวัง
แต่ชีวิตมีข้อจำกัดหลายอย่าง ก็ค่อย ๆ ทำไปนะ
การมีข้อจำกัดบ้างก็สนุกดี ทำให้ต้องคิด พยายามมากกว่าปกติ
มีแผนหลัก แผนสำรองหลาย ๆ ทาง และมันก็สนุกมากที่ได้เริ่มลงมือทำ
ไว้มีโอกาสจะมาเล่าละเอียด ๆ ให้ฟังนะคะ
ไม่ใช่การสอนอะไรหรอกนะ ก็เหมือนแชร์ประสบการณ์ เรียนรู้ชีวิตในวัยนี้ไปพร้อม ๆ กันอะไรทำนองนี้แหละ
 
อย่างนึงที่เปลี่ยนในชีวิต คือ ตอนนี้กำลังเรียนปริญญาโทค่ะ
เรียนที่เดิม แต่เป็นสาขาบริหารจัดการ เพิ่งจะเปิดเทอมมาได้เดือนกว่า ๆ อยู่ในช่วงปรับตัว
โอโห มันทำใจลำบากอยู่นะ จากชีวิตมนุษย์เงินเดือนสบาย ๆ กลับเข้าระบบวิชาการอีกครั้ง
ซึ่งวิธีการเรียนการสอน ป.โท ที่คณะ แตกต่างจากตอนเรียนป.ตรีอย่างสิ้นเชิงค่ะ
และแน่ใจว่าต่างจากมหาลัยอื่น ๆ ด้วย เพราะเล่าให้แม่ฟังแม่ยังบ่นเลย อะไรนักหนานะลูก 55
 
ข้อดีของการเรียนโทคือดีมากค่ะ วีคแรกนี่ปรับทัศนคติหน้ามือเป็นหลังมือ รู้ตัวเลยว่าด้อยมาก
ต้องพัฒนาอีกเยอะมาก ได้กระบวนการคิด วิธีการคิดที่จะนำมาปรับใช้ในการไปสู่เป้าหมายในชีวิต
สิ่งไหนที่ไรสาระ สิ่งไหนที่จำเป็น เออ เยอะอ่ะ มีความสุขที่ได้เรียน
แต่เหนื่อย ท้อมันก็มีค่ะ เป็นธรรมดา ต้องปรับตัวเอา ตอนนี้ก็ปรับตัวอยู่คงใช้เวลาอีกสักพัก
อืดเฉื่อยเนือยมานานอ่ะเนอะ พอเข้าโหมดวิชาการมันจะมามัวนิ่งไม่ได้เลย
 
คนที่เลือกชีวิตแบบไม่พึ่งใคร มันก็ต้องมีหลักยึดเหนี่ยวมีสิ่งที่เป็นพลังในชีวิตเหมือนกันนะ
ชีวิตที่ไม่มีใคร อยู่ไปวันวัน มันช่างไร้ค่าสิ้นดี เลือกจะอยู่แบบนี้แล้วต้องให้มีคุณภาพ มีคุณค่า
อย่างน้อยก็กับตัวเอง ครอบครัว และสังคม อันนี้ความเห็นส่วนตัวน่ะนะ
ใครจะใช้ชีวิตแบบอื่นก็ไม่ได้หมายความว่าผิดหรืออะไร ใช้วิจารณญาณเอาละกันค่ะ
 
พลังของฉันมาจากสองอย่าง ครอบครัว และ แรงบันดาลใจ
สิ่งแรกคงไม่ต้องอธิบาย ขอพูดถึงอย่างที่สองหน่อยแล้วกัน
การได้นั่งคุยกับคนที่เป็นแรงบันดาลใจ แค่สิบห้านาทีก็เหมือนได้พลังมามหาศาลนะ
ฉันว่าฉันโชคดีที่ชีวิตได้มาเจอกับบุคลเจ๋ง ๆ หลายคน หลายวงการ
ที่จริงสังคมที่ฉันอยู่มันไม่ได้กว้างใหญ่อะไรเลย นับไปนับมาก็คนรู้จักกันทั้งนั้น
 
เคยได้อ่านทวีตจากใครสักคน เขาเขียนว่า
 
"แรงบันดาลใจ ทำให้เกิดก้าวแรก
แรงจูงใจ ทำให้เกิดก้าวต่อไป
นิสัย ทำให้ไม่หยุดก้าว"
 
แม่งโคตรจริง..
 
 
 
จริง ๆ จะว่าโตขึ้นมันก็ไม่ทั้งหมดนะ ยังมีอารมณ์เหนื่อย ท้อแท้แล้วอยากกลับบ้าน
หรือแค่ได้เสียงแม่ผ่านโทรศัพท์แล้วน้ำตาก็ไหล
จะว่าเหนื่อยก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก จะว่าไม่ไหวก็ไม่ใช่
อาจจะแค่หัวใจบอบบางอ่อนแอเกินไป
 
ไม่รู้เหมือนกัน..
 

Comment

Comment:

Tweet

สู้ๆ นายทำได้ เป็นกำลังใจให้ ^^

#4 By OhHOhAe on 2013-07-18 00:52

ทุกๆอย่างที่ได้มาจากความพยายาม (+ปนๆน้ำตาเป็นบางครั้ง) เวลามองย้อนกลับไป มักจะมีค่ากว่าสิ่งที่ได้มาง่ายๆเสมอ ... สู้ๆนะคะ big smile

#3 By lizardgirl on 2013-07-16 09:33

ยิ้มไว้แล้วเดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็แวะพักนะฮะ ยินดีที่ได้พบบล๊อกนี้ครับ หลังจากหายไปนานมากกก ไว้ไปเยี่ยมเยียนกันมั่งนะครับ ^^
ชีวิตก็เดินต่อไปนิ

#1 By LungDeng on 2013-07-15 12:06